วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักเตะ ใน ตำนาน


นักเตะในตำนาน


ประวัติของโรแบร์โต้ บัจโจ้

 

โรแบร์โต้ บัจโจ้ “ตำนานเปียทองคำ”
โรแบร์โต้ บัจโจ้ เป็นอดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวอิตาเลี่ยน และ เจ้าของตำนาน บุรุษเปียทองคำอันป็นเอกลักษณ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1967 ที่เมือง คัลด็อกโน่ ประเทศอิตาลี โดย บัจโจ้ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดยุค 90 และเมื่อปี 2003 เขาก็ได้รับรางวัลทั้งนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป และของโลก ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณสมบัติได้เป็นอย่างดี ในฐานะตำนานยอดดาวยิงของขุนพล “อัซซูรี่”
เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ
บัจโจ้ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ วิเชนซ่า ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมในเซเรีย ซี1 เมื่อปี 1981 ถัดมาปี 1985 เมื่อฟอร์มเริ่มเข้าที่เข้าทางและมีวี่แววว่าจะก้าวขึ้นมาโด่งดังได้แน่ทีมระดับใหญ่ขึ้นอย่าง ฟิออเรนตินา ก็มาฉกตัวไปร่วมทีม ซึ่งชีวิต “โรบี้” ที่ฟิเรนเซ่ นับว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่รักต่อแฟนๆและเพื่อนร่วมทีม
และในปี 1990 แฟนๆฟิเรนเซ่ ก็ต้องหลั่งน้ำตาจนแทบจะกลายเป็นสายเลือด เมื่อบุรุษของทีมถูกขายให้ยักษ์ใหญ่แห่งตูรินอย่าง ยูเวนตุส ด้วยราคาอันเป็นสถิติโลกขณะนั้น 19 ล้านปอนด์ หลังจากได้รับตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีซึ่งปีนั้นเป็นปีแรกที่ โรบี้ ได้สัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลกและฉายแววความสามารถที่ไม่ธรรมดาให้หลายคนอยากจะติดตามมากขึ้น ถัดมาปี 1993 โรบี้ ได้แชมป์ระดับยุโรปเป็นครั้งแรกหลังพา “ม้าลาย” คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ

บัจโจ้ คว้า สคูเด็ตโต้ แรกกับ ยูเวนตุส ในปี 1995 และหลังจากนั้นก็ถูกขายให้กับ “ปิศาจแดงดำ” เอซี มิลาน สโมสรซึ่งเป็นที่มาของแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ใบที่สองของ โรบี้ ซึ่งที่ มิลาน โรบี้ นับว่าอยู่ได้เพราะฝีเท้าดีล้วนๆเนื่องจากประธานสโมสรขณะนั้นอย่าง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ที่บอกว่าไม่เคยชื่นชอบเลยกับแฟชั่นหางเปียของ โรบี้ แต่ตราบใดที่เจ้าตัวยังยิงประตูได้แบบนี้ ก็ไม่ป็นไร
ในปี 1977 เมื่อเจ้าตัวเริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเข้าสู่ช่วงดาวน์ของชีวิตค้าแข้ง ก็ย้ายไปอยู่กับ โบโลญญ่า และเหมือนเป็นการชุบชีวิตใหม่อีกครั้งเมื่อยิงไปคนเดียว 22 ประตูเป็นสถิติของตัวเองในปีนั้นก่อนได้รับเรียกกลับไปติดทีมชาติอีกครั้งในการลุยฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส แทนที่ของกองหน้าที่ฟอร์มกำลังฮอตคราวนั้นอย่าง จิอันฟรังโก้ โซล่า จากการเรียกของโค้ช เชซาเร่ มัลดินี่ ซึ่งเหมือนว่าเป็นการขัดใจแฟนๆเล็กน้อยด้วย
หลังจบเวิลด์ คัพ 1998 ก็เข้าสู่บั้นปลายชีวิตของ บัจโจ้ เต็มตัว แต่ก็ยังได้เซ็นสัญญากับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง อินเตอร์ มิลาน แต่นับเป็นการย้ายทีมที่โชคร้ายที่สุดในชีวิตหลังจากโค้ช มาเซลโล่ ลิปปี้ ไม่ค่อยชอบที่จะใช้งาน โรบี้ นักเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ลงสนามเลย
แต่ก็ช่วยไม่ได้เมื่อตอนนั้น “โล้นทองคำ”โรนัลโด้ นักเตะบราซิลเลียน กำลังฮอตขึ้นหม้อส่งผลให้ โรแบร์โต้ เสียตำแหน่งตัวจริงเป็นการถาวร เช่นเดียวกับทีมชาติอิตาลี
หลังจากทนอยู่กับ “งูใหญ่”ได้สองปี ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ เบรสชา ทีมที่ไม่โด่งดังอะไรมากนัก ก่อนประกาศรีไทร์ในปี 2004 ยุติสถิติยิง 205 ประตูใน เซเรีย อา,สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของสถิติตลอดกาล,ติดทีมชาติ 56 นัด ยิง 27 ประตู สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของสถิติตลอดกาล

ทีมชาติอิตาลี

บัจโจ้ เป็นกำลังหลักให้ทีมชาติอิตาลี ระหว่างลุยเวิลด์ คัพ ปี 1994 จะเรียกว่าเป็นฮีโร่ก็ไม่ผิดนักพาทีมผ่านเข้าชิงชนะเลิศสำเร็จ ยิง 5 ประตูในทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้าย สองประตูจากรอบ 16 ทีม ชนะไนจีเรีย,ประตูชัยท้ายเกมในรอบควอเตอร์ ไฟนัล หักเขา “กระทิงดุ” สเปน,สองประตู ชนะ บัลแกเรีย ในรอบตัดเลือก
ทว่าความผิดพลาดครั้งเดียวของ “โรบี้” แทบทำให้ตัวเองกลายเป็นปิศาจไปเลยในนัดชิงชนะเลิศกับ บราซิล บุรุษเปียทองคำพลาดจุดโทษลูกสุดท้าย (ขณะที่ บราซิลยังเหลือตัวยิง) ส่งผลให้บราซิล คว้าแชมป์โลกหลังเสมอกันในเวลา 0-0
แม้ว่าก่อนหน้าที่ โรบี้ จะพลาด สองนักเตะอิตาเลียน จะพลาดมาก่อนแล้วทั้ง ฟรังโก้ บาเรซี่ และ แดเนีล มาสซาโร่ แต่ความผิดพลาดของเพื่อนร่วมทีมสองคนเหมือนไม่มีใครมองเห็น สปอตไลต์ มาตกที่ โรบี้ คนเดียวเนื่องจากถ้า โรบี้ ยิงเข้า บราซิล ก็ยังคงต้องเสี่ยงยิงต่อ เพื่อจะได้แชมป์โลก
โรบี้ ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติอีกครั้งในการลุยฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส แทนที่ของกองหน้าที่ฟอร์มกำลังฮอตคราวนั้นอย่าง จิอันฟรังโก้ โซล่า จากการเรียกของโค้ช เชซาเร่ มัลดินี่ ซึ่งเหมือนว่าเป็นการขัดใจแฟนๆเล็กน้อยด้วย โดยเขาจัดการยิงสองประตูในทัวร์นาเมนต์ คือจุดโทษเกมกับ ชิลี ซึ่งเป็นจุดโทษที่ทำให้แฟนๆมะกะโลนี ยกโทษให้โรบี้ จากความผิดพลาดเมื่อปี 1994 นอกจากนี้ยังเป็นคนยิงประตูชัยในเกมเจอ ออสเตรีย ส่งอิตาลีเป็นแชมป์กลุ่ม
จุดโทษอีกลูกที่โรบี้ จัดการได้คือแมตช์ที่ อิตาลี เจอเจ้าภาพ และแชมป์ในปีนั้น ฝรั้งเศส ซึ่งผลการแข่งขันออกมาเป็นทีมแพ้ ตกรอบหลังจบทัวร์นาเมนต์ อิตาลี โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในด้านสไตล์การเล่นที่เน้นอุด และน่าเบื่อสำหรับแฟนๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นต้นตำหรับของ “Boring Football”
การลงเล่นฟุตบอลโลก 3 สมัย โรบี้ ยิงไป 9 ประตู เท่ากับ คริสเตียน วิเอรี่ และ เปาโล รอสซี่ ในฐานะนักเตะอิตาเลียนที่ยิงประตูสูงสุดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

แมตช์สุดท้ายของโรบี้ จริงๆเลยคือการลงเตะแมตช์การกุศล ให้กับโครงการช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราห์ร้ายจากคลื่นยักษ์ สึนามิ Football for Hope ที่ คัมป์ นู เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2005

ลับเฉพาะกับ โรแบร์โต้ บัจโจ้

บัจโจ้ นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โรมัน แคทอริก ผสมผสานกับ การนับถือศาสนาพุทธ นิกาย นิชิเรน นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกในองค์ชาวพุทธที่มีชื่อว่า "Soka Gakkai International" อีกด้วย






ประวัติของกาเบรียล บาติสตูต้า 




 
“บาติโกล์” แกเบรียล บาติสตูต้า



ชื่อจริง: กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า
เกิดเมื่อ: 1 กุมภาพันธ์ 1969 (ปัจจุบันอายุ 38 ปี)
สถานที่เกิด: ซานตาเฟ่, อาร์เจนติน่า
ส่วนสูง: 6 ฟุต 1 นิ้ว (185 เซนติเมตร)
ตำแหน่ง: กองหน้าตัวเป้า


ประวัติในการเล่นฟุตบอล
ฤดูกาล 1988-1989 ... สโมสรนีเวลล์ โอลด์ บอยส์
ฤดูกาล 1989-1990 ... สโมสรริเวอร์เพลท
ฤดูกาล 1990-1991 ... สโมสรโบคา จูเนียร์
ฤดูกาล 1991-2000 ... สโมสรฟิออเรนติน่า
ฤดูกาล 2000-2003 ... สโมสรโรม่า
ฤดูกาล 2003 (ยืมตัว) ... สโมสรอินเตอร์ มิลาน
ฤดูกาล 2003-2005 ... อัล อราบิ

กับทีมชาติอาร์เจนติน่า
ติดทีมชาติทั้งหมดในช่วงปี 1991-2002 ลงเล่นทั้งหมด 78 เกม (ทำได้ 56 ประตู)

ประวัติในการเล่นฟุตบอลก้าวแรกที่สัมผัสกับกีฬาฟุตบอล
ในสมัยเด็กๆบาติสตูต้ามีพรสวรรค์ในด้านกีฬาเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นเด็กที่ตัวสูงเค้าจึงหันมาเล่นบาสเก็ตบอลและคิดจะเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลอย่างเต็มตัว, แต่เมื่ออาร์เจนติน่าก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกเมื่อปี 1978 มันเริ่มทำให้เค้าเริ่มคิดจะมาเล่นฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลแบบจริงจังหลังจากได้เห็นการเล่นของมาริโอ คัมเปส มันทำให้เค้าอยากเป็นแบบนั้นบ้าง

หลังจากนั้นเค้าก็เริ่มเล่นฟุตบอล ซึ่งก็เหมือนๆกับนักฟุตบอลลาตินทั่วไปที่ยากจน ทำให้เค้าต้องเล่นฟุตบอลตามข้างถนนกับเพื่อนๆและเค้าก็เป็นนักเตะในสโมสรเล็กๆอย่าง Gripo Alegria ซึ่งเป็นสโมสรท้องถิ่น ก่อนที่เค้าจะถูกแมวมองของทีมนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ชักชวนให้ไปทดสอบฝีเท้าและก็ผ่านการคัดเลือกก่อนถูกจับเซ็นต์สัญญาในปี 1988


ก้าวแรกสู่ฟุตบอลอาชีพ
หลังจากที่บาติสตูต้าเซ็นต์สัญญากับทีมนีเวลล์ โอลด์ บอยส์ ในยุคที่มีมาร์เซโล บิเอลซ่าเป็นผู้จัดการทีม, มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่บาติสตูต้าจะปรับตัวกับทีมใหม่และดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยมีความสุขนัก เมื่อต้องจากบ้าน, ครอบครัวและแฟนสาวมาอยู่เพียงลำพัง บ่อยครั้งเค้าต้องนอนที่สนามฟุตบอลและด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเร็วในการเคลื่อนตัวก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ก่อนที่จะโดนสโมสรปล่อยตัวให้ทีมเล็กๆอย่างเดปอร์ติโว อิตาเลียโน (อยู่ในเมืองบัวโนส ไอเรส) ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งบาติสตูต้าทำได้ 3 ประตู

กลางปี 1989 บาติสตูต้าย้ายไปร่วมทีมริเวอร์เพลทยักษ์ใหญ่ในวงการฟุตบอลอาร์เจนติน่า โดยเค้าทำได้ถึง 17 ประตูในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่ก็ใช่ว่าสถานการณ์ของเค้าจะดีนักเมื่อต่อมาเค้ามีปัญหากับโค้ชอย่างดาเนียล พาสซาเรลล่าซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเฮี้ยบคนหนึ่ง ทำให้ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังบาติสตูต้าถูดร็อปเป็นสำรองซะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่พาสเซเรลล่าจะเดินไปบอกกับสโมสรว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่มีจุดเด่นอะไรเลย ก่อนที่ริเวอร์เพลทจะขายบาติสตูต้าไปให้กับทีมคู่กัดตลอดกาลอย่างโบคา จูเนียร์

ในปี 1990 บาติสตูต้าย้ายไปร่วมทีมโบคา จูเนียร์หลังจากกลายเป็นส่วนเกินในริเวอร์เพลท โดยกับสโมสรแห่งนี้เป็นออสการ์ ตาบาเรซที่ดึงเอาความสามารถของบาติสตูต้าออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยในฤดูกาลนั้นบาติสตูต้าได้เป็นดาวซัลโวของลีกและพาโบคา จูเนียร์คว้าแชมป์ลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือในฤดูกาลนั้นโบคา จูเนียร์สามารถเอาชนะริเวอร์เพลทได้ทั้ง 4 นัดที่เจอกันอีกด้วย!


ก้าวแรกในระดับชาติ
ในปี 1991 บาติสตูต้าถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกในรายการโคปา อเมริกา ที่จัดขึ้นที่ชิลี, ซึ่งบาติสตูต้าเป็นหนึ่งในฟันเฟือนสำคัญที่พาอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์มาครองได้ และเค้าก็ยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดอีกด้วยเมื่อยิงไปทั้งสิ้น 6 ประตู

ก่อนที่ประธานสโมสรฟิออเรนติน่าจะจับบาติสตูต้าเซ็นต์สัญญาย้ายจากอาร์เจนติน่ามาเล่นในอิตาลี ซึ่งที่ฟลอเรนซ์นี่เองที่ทำให้ชื่อของ"บาติโกล์" โด่งดังไปทั่วโลก และแม้ในปี 1993 ฟิออเรนติน่าจะโดนลดชั้นไปอยู่ในเซเรีย บีแต่บาติสตูต้าก็ไม่ได้คิดตีจากทีมเพื่อเอาตัวรอดแต่อย่างใดแม้จะถูกสโมสรทั้งในและนอกประเทศพยายามซื้อตัวเค้าไปร่วมทีม แต่ฟิออเรนติน่าก็ใช้เวลาไม่นานในเซเรีย บีก่อนที่กลับมาเล่นในเซเรีย อาอีกครั้ง ซึ่งบาติสตูต้ายิงได้ 16 ประตูในฤดูกาลนั้น โดยมี "เคลาดิโอ รานิเอรี" เป็นผู้จัดการทีมฟิออเรนติน่าสมัยนั้น

ในปี 1993 บาติสตูต้าได้มีโอกาสลงเล่นในรายการโคปา อเมริกาเป็นครั้งที่สอง ที่จัดขึ้นที่เอกัวดอร์, ซึ่งอาร์เจนติน่าก็สามารถคว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง

ในปี 1994 ในรายการฟุตบอลโลก ที่จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา อาร์เจนติน่าไปได้ไกลที่สุดเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อพวกเค้าพ่ายให้กับโรมาเนีย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกรณีของดีเอโก้ มาราโดน่าที่ถูกแบนเนื่องจากตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น, โดยในทัวร์นาเมนต์นั้นบาติสตูต้าทำได้ 4 ประตู โดยเค้ายังสามารถแฮตทริกได้ในเกมที่พบกับกรีซในรอบแรกอีกด้วย

หลังจากทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก 1994, ในฤดูกาล 1994/95 บาติสตูต้าก็ยังคงร้อนแรงไม่หยุดเมื่อจบฤดูกาลเค้าได้รับตำแหน่งดาวซัลโวของลีกเมื่อยิงไปถึง 26 ประตู โดยใน 11 เกมแรกของฤดูกาลนั้นบาติสตูต้ายิงประตูได้ทุกเกมอีกด้วย และในฤดูกาล 1995/96 ฟิออเรนติน่ายังสามารถคว้าได้ทั้งแชมป์ในรายการโคปปา อิตาเลีย (อิตาเลียน คัพ) และซุปเปอร์ โคปปามาครองได้สำเร็จอีกด้วย

ในช่วงรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1998 บาติสตูต้าไม่ค่อยได้ถูกรียกติดทีมชาติมากนัก เนื่องจากโค้ชทีมชาติตอนนั้นคือดาเนียล พาสซาเรลล่าซึ่งเป็นคนที่ระเบียบจัดมาก โดยเค้าเคยออกมาประกาศว่าจะไม่เรียกนักฟุตบอลที่ผมยาวมาติดทีมเค้าแม้จะเล่นได้ดีเพียงไรก็ตาม แม้จะไม่ชอบการไว้ผมสั้นแต่บาติสตูต้าก็ต้องยอมตัดผมออกเพราะเค้าต้องการที่จะกลับไปเล่นในรายการฟุตบอลโลกอีกครั้ง, โดยฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส บาติสตูต้าทำได้ 5 ประตู โดยในเกมที่พบจาไมก้าบาติสตูต้าสามารถทำแฮตทริกได้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำแฮตทริกได้ 2 ครั้งในรายการฟุตบอลโลก (ก่อนหน้านั้นมี: ซานดอร์ โคซิซ, จูสต์ ฟร็องแตง และแกร์ด มุลเลอร์) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่สามารถทำแฮตทริกได้ในการลงเล่นรายการฟุตบอลโลก 2 ครั้ง

ด้วยผลงานที่โดดเด่นมาโดยตลอดในช่วงที่เล่นให้ฟิออเรนติน่าไม่น่าแปลกใจเลยที่บาติสตูต้าจะมีข่าวในการย้ายทีมบ่อยครั้ง แต่เค้าก็ตัดสินใจที่จะอยู่กับฟิออเรนติน่าต่อไป (โดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเพียรพยายามที่จะดึงตัวบาติสตูต้าให้มาเล่นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง) และในฤดูกาล 1998/99 กับการที่ทีมมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ "โจวานนี่ ตราปัตโตนี่" ก็คงไม่น่าแปลกใจที่ทีมจะกลับมาได้ลุ้นแชมป์เซเรีย อา, หลังจากทีมทำผลงานได้ดีตั้งแต่เริ่มฤดูกาลและกำลังก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว แต่ก็เกิดปัญหาเมื่อบาติสตูต้าได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนต้องพักรักษาตัวหลายเดือน ซึ่งเป็นผลทำให้ผลงานของฟิออเรนติน่าก็ค่อยๆตกลงมา ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 และได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกในฤดูกาลถัดไป


แชมป์สคูเด็ตโต้ครั้งแรกกับเอเอส โรม่าและปีสุดท้ายของการเล่นฟุตบอล
ฤดูกาล 1999/2000 บาติสตูต้าเล่นให้ฟิออเรนติน่าเป็นฤดูกาลสุดท้าย โดยเค้าพาฟิออเรนติน่าผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สองของรายการยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกได้ ก่อนที่ในฤดูกาล 2000/01 บาติสตูต้าจะย้ายไปร่วมทีมเอเอส โรม่าด้วยค่าตัว 35 ล้านเหรียญ ($) ซึ่งเค้าให้เหตุผลว่า "กับฟิออเรติน่าก็ยังคงเป็นทีมที่ผมรักมากที่สุด แต่กับช่วงท้ายของชีวิตค้าแข้งผมก็อยากที่จะสัมผัสการเป็นแชมป์ลีกอีกซักครั้ง" ซึ่งก็ไม่มีแฟนบอลฟลอเรนซ์คนไหนโกรธในการกระทำของบาติสตูต้าเพราะทุกคนรู้ดีและก็ขอบคุณกับทุกๆอย่างที่บาติสตูต้าทำให้ทีมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา, โดยเค้ายิงประตูให้เอเอส โรม่าในฤดูกาลแรกถึง 20 ประตู และก็ทำให้ความฝันของเค้าเป็นจริงเมื่อจบฤดูกาลเอเอส โรม่าสามารถคว้าแชมป์เซเรีย อามาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1983 ก่อนที่ฤดูกาลต่อมาทางเอเอส โรม่าจะเปลี่ยนเบอร์ที่หลังเสื้อของบาติสตูต้าจาก 18 เป็น 20 (มาจากจำนวนประตูที่บาติสตูต้าทำได้ในฤดูกาลที่พาทีมคว้าแชมป์เซเรีย อา)

หลังจากทำผลงานได้ดีในรอบคัดเลือกรายการฟุตบอลโลก 2002 โดยอาร์เจนติน่าเป็นทีมแรกที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย ในการคุมทีมของมาร์เซโล บิเอลซ่าก็ทำให้บาติสตูต้าหวังที่จะคว้าเกียรติยศสูงสุดโดยการคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้ โดยก่อนการแข่งขันอาร์เจนติน่าถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์, แต่จากการที่ถูกจับฉลากไปอยู่ใน กรุ๊ป ออฟ เดธ ซึ่งประกอบไปด้วยอาร์เจนติน่า, สวีเดน, อังกฤษ และไนจีเรีย ทำให้พวกเค้าไปได้ไม่ไกลดั่งที่คิดไว้และตกรอบแรกในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962
หลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 ก็ดูเหมือนฟอร์มการเล่นของบาติสตูต้าก็จะตกลงไปด้วยทำให้เค้าตกเป็นตัวสำรองของเอเอส โรม่าซะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่เค้าจะย้ายไปเล่นให้อินเตอร์ มิลานในสัญญายืมตัว แต่ก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก ก่อนที่ท้ายที่สุดจะย้ายไปร่วมทีมอัล อราบิในปี 2004ซึ่งเป็นสโมสรสุดท้ายของเค้า และจบชีวิตการค้าแข้งที่นั่น






ประวัติ โรนัลโด้ "ยอดดาวยิงบราซิเลียน"


 
โรนัลโด้ "ยอดดาวยิงบราซิเลียน"
หากพูดถึง ดาวยิงระดับพระกาฬในยุคนี้ ชื่อของ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล คงจะโผล่ขึ้นมาอยู่ในใจของแฟนบอลทั่วโลก เป็นรายชื่อแรกๆ อย่างแน่นอน จากฝีเท้าอันสุดฉกาจที่เขาได้สำแดงต่อสายตาชาวโลก มาเป็นเวลานานร่วม 10 ปี และความสำเร็จมากมายที่เขากอบโกยมาประดับบารมีให้กับตัวเอง
โรนัลโด้ มีชื่อเต็มว่า โรนัลโด้ หลุยส์ นาซาริโอ เดอ ลิม่า เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน ปี 1976 เขาเป็นชาวบราซิล ที่ย้ายมาพำนักในยุโรป ตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องด้วยฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมเกินวัย ทำให้โด่งดังในวงการลูกหนังบ้านเกิดมาตั้งแต่อายุยังน้อย จนโดน พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทีมยักษ์ใหญ่ของฮอลแลนด์ คว้าตัวมาร่วมทีม ในปี 1994 ในตอนที่เขาอายุเพียง 18 ปี
เส้นทางในอาชีพค้าแข้งของ โรนัลโด้ เริ่มต้น ในวัย 14 ปี เมื่อเขาถูกแนะนำให้กับทีมชาติบราซิลชุดเยาวชน โดย แจร์ซินโญ่ อดีตนักเตะระดับตำนานของทีม “แซมบ้า” นอกจากนั้น แจร์ซินโญ่ ยังแนะนำให้สโมสรครูไซโร่ อดีตต้นสังกัดของเขา จัดการเซ็นสัญญาคว้าเจ้าหนูสิงห์นักเตะรายนี้ มาร่วมทีมทันทีที่เข้าสู่วัยที่สามารถเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพได้แล้ว
ในปี 1993 โรนัลโด้ วัย 16 ปี จัดการถล่มประตูให้กับทีมชาติบราซิล รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ได้ถึง 59 ประตู จากการลงสนาม 57 นัด และในปีต่อมาเขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติชุดใหญ่ พร้อมทั้งถูกเลือกให้ติดทีม “เซเลเซา” ชุดที่ไปทำศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา อีกด้วย โดยที่ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์เรร่า กุนซือของทีมชาติบราซิล ชุดนั้น หวังว่า เจ้าหนูมหัศจรรย์ของเขา จะได้เรียนรู้อะไรดีๆจาก โรมาริโอ และ เบเบโต้ กองหน้ารุ่นพี่ ที่เป็นกำลังสำคัญของทีมแซมบ้า ในเพลานั้น
ทีมชาติบราซิล สามารถทะละทะลวงคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1994 มาครองได้ ทำให้ โรนัลโด้ ก็ได้เหรียญแชมป์ฟุตบอลโลก มาครองไปด้วย ในขณะที่มีวัยเพียง 17 ปี แม้ว่าเขาจะไม่ได้ลงสนามในฟุตบอลโลก ครั้งนั้น เลยก็ตาม
หลังจากนั้นอีก 4 ปี ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ โรนัลโด้ ในวัยฉกรรจ์ ก็พาบราซิล เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ อีกครั้ง ก่อนจะไปพ่ายให้กับ ฝรั่งเศส แบบยับเยิน ชนิดคาใจคนทั้งโลก ท่ามกลางข่าวลือว่า โรนัลโด้ ไม่ฟิตสมบูรณ์ ก่อนลงเตะนัดชิงชนะเลิศ แต่ก็ต้องฝืนสังขารลงไปยืนค้ำ ขู่แผงกองหลังฝรั่งเศส เพราะสปอนเซอร์ส่วนตัวของเขา ต้องการอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม โรนัลโด้ และพลพรรคนักเตะบราซิล ก็มาแก้ตัวได้สำเร็จ ในฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ เมื่อคว้าแชมป์โลก สมัยที่ 5 มาครองได้ ด้วยการปราบ เยอรมัน ในรอบชิงชนะเลิศ และเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก สมัยที่ 2 ของ โรนัลโด้ และเขายังคว้ารางวัลดาวซัลโวของการแข่งขันมาครองได้ ด้วยการซัดไป 8 ประตู
ส่วนเส้นทางในระดับสโมสรนั้น หลังจากที่ ได้เซ็นสัญญานักเตะอาชีพกับครูไซโร่ ด้วยวัย17 ปี โรนัลโด้ ก็ซัดไปกระจุยกระจาย 12 ประตู จากการลงสนาม 14 นัด ก่อนจะถูก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ดึงตัวมาร่วมทีมในฤดูกาล 1994-1995 และ โรนัลโด้ ก็มาสร้างความฮือฮาในลีกฮอลแลนด์ เป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีกดัตช์ ทำให้ บาร์เซโลน่า ทีมพี่เบิ้มของสเปน ดึงตัวมาร่วมทีม ในฤดูกาล 1996-1997 และ ดาวยิงฟันเหยิน ก็กดไประเบิดระเบ้อ 47 นัด จากการลงสนาม 49 นัด พาทีมคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ มาครองได้ ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ทีมชั้นนำของอิตาลี ในฤดูกาลต่อมา
โรนัลโด้ มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในการค้าแข้งกับ อินเตอร์ มิลาน เมื่อโดนปัญหาบาดเจ็บ รบกวนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังอุตสาห์ยิงไปถึง 49 ประตู จากการลงสนาม 68 นัด ก่อนจะถูก รีล มาดริด ทีมมหาอำนาจของสเปน คว้าตัวมาร่วมทีม ในปี 2002 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 27 ล้านปอนด์ และเขาก็พาทีม “ราชันชุดขาว” คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้ ในปี 2003 ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีก มาครองได้เป็นครั้งแรก ในอาชีพของเขาอีกด้วย
แต่หลังจากนั้น ชื่อเสียงของโรนัลโด้เริ่มตกลง เขาเริ่มมีปัญหาทางด้านความฟิต บวกกับสภาพร่างกายที่อ้วนเป็นหมู ฤดูกาล 2006-07 ที่เขาได้ลงแค่ 13 นัด(แต่อุตส่าห์ยิงได้ 4 ลูก) นั่นเป็นฤดูสุดท้ายของเขา และชุดขาว เมื่อเขาถูกขายออกจากทีมไป และก็เป็นเอซี มิลาน ทีมคู่ปรับอดีตทีมของโล้นทองคำ ที่มาเซ้งต่อระหว่างฤดูกาล ในราคา 7.5 ล้านยูโร และด้วยผลงานฤดูกาลครึ่งของเขา ได้ลงสนามทั้งสิ้น "20 นัด" ยิงได้ 9 ลูก บ่งบอกว่า สภาพความฟิตของเขาไม่พร้อมที่จะเล่นในลีกชั้นนำอีกต่อไป
เข้าปี 2008 ชื่อเสียงของโรนัลโด้เริ่มตกลง และสัญญาของโรนัลโด้กับทีมก็หมดลงด้วย แน่นอนว่าทางสโมสรไม่ต่อสัญญากับเขา เขาหายตัวไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งกลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง กับทีม "โครินเธียนส์"
โครินเธียนส์ สโมสรชื่อดังจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ดึงตัวโรนัลโด้ กลับมาเล่นให้ลีกบ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งแฟนๆต่างเฉลิมฉลองการมาเล่นให้กับทีมของเขาโดยเชือว่า โรนัลโด้จะต้องพาทีมโครินเธียนส์คว้าแชมป์ลีกได้อย่างแน่นอน
แต่ได้อย่างก็เสียอย่าง ความคมในการทำประตูของเหยินทองคำ ยังอยู่ครบถ้วน แต่ปัญหาเดียวและปัญหาเดิมของเขาก็ยังอยู่ นั่นคือ สภาพร่างกายที่ไม่ฟิต ไม่มีใครในทีมเชื่อเลยว่า การทดสอบความฟิตทางร่างกายของเขากับทีมครั้งแรก "โรนัลโด้ อยู่อันดับโหล่!!!" ฤดูกาล 2008/09 โรนัลโด้ได้ลงแค่ 12 นัดเท่านั้น แต่ก็ทำได้ถึง 9 ประตู ณ บัดนี้ ใกล้ถึงบั้นปลายการค้าแข้งของเขาแล้ว ต้องดูว่าเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป
ขณะที่เกียรติยศส่วนตัวนั้น โรนัลโด้ ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของโลก ที่จัดโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า มาครองได้ 3 ครั้ง ในปี 1996, 1997 และ 2002
เกียรติยศและรางวัลทีได้รับของ โรนัลโด้
- ผู้เล่นยอดเยี่ยมของยุโรป ปี 1998
- ดาวซัลโวฟุตบอลโลก ปี 2002
- รองนักเตะยอดเยี่ยมฟุตบอลโลก 2002
- แชมป์ฟุตบอลโลก ปี 1994 และ 2002
- นักเตะยอดเยี่ยมฟุตบอลโลก 1998
- แชมป์โคปา อเมริกา 1997 และ 1999
- แชมป์ยูฟ่า คัพ 1998
- แชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1997
- แชมป์ดัตช์ คัพ ปี 1996
- แชมป์ ลา ลีกา สเปน ปี 2003
- แชมป์อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ ปี 2002
- แชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ ปี 2002
- แชมป์สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ปี 2003






โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา 


ในที่สุดตำนาน "ซุปเปอร์ซับ ..... เพชรฆาตหน้าทารก แห่ง โอล แทร็ฟฟอร์ด"โอเล่ กุนน่าร์ โซลชา ก็ถูกปิดลงแล้วอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เพชรฆาตหน้าทารกชาวนอร์เวย์ ปิดฉากอาชีพนักฟุตบอลไปอย่างสมบูรณ์แบบหลังแมตช์เกียรติยศ ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเอสปันญอล ที่แมน ยู เฉือนเอาชนะไปได้ 1 - 0  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551 ท่ามกลางสาวกปีศาจแดงที่มาร่วมเป็นเกียรติในเกมส์นี้กว่า 68,868 คน
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือชาวสกอตติช กล่าวถึงลูกทีมคนเก่งที่เป็นผู้สังหารประตูชัยดับ บาเยิร์น มิวนิค 2-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ปี 1999 ว่า
“แม้วันนี้ โอเล่ จะถูกส่งลงสนามเพียงไม่นาน แต่เขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเหมือนเช่นเคย นี่เป็นวันที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม และเขาสมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง”
ขณะที่ โซลชา  ซึ่งมีโอกาสใส่สกอร์ในเกมนี้แบบจะแจ้ง 2 ครั้ง แต่ถูก คริสเตียน อัลบาเรซ นายทวาร "นกแก้ว" เซฟเอาไว้ได้ กล่าวคำส่งท้ายว่า
“ผมอยากยิงประตูในเกมสุดท้ายของผมที่จะได้เล่นในโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะมีโอกาสลงเล่นแค่ 20 นาที แต่นี่จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผมจะไม่มีวันลืม”
ทั้งนี้ โอเล กุนนาร์ โซลชา ย้ายจาก โมลด์ เอฟเค ทีมในบ้านเกิดมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อ 12 ปีก่อน ด้วยค่าตัวเพียง 1.5 ล้านปอนด์ ทว่าฝากผลงานยอดเยี่ยมด้วยการซัดไป 126 ประตูจาก 365 นัด โดยที่มักจะเริ่มเกมด้วยการเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1973 เปิดชาวนอร์วีเจี้ยนโดยกำเนิด ดาวเตะสมญานาม "เพชฌฆาตหน้าทารก" เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ เคล้าส์เนนเก้น ทีมในระดับดิวิชั่น 3 ของลีกบ้านเกิดก่อนย้ายมาเล่นกับสโมสรโมลด์ เอฟเค ทีมระดับพรีเมียร์ลีกนอร์วีเจี้ยนในปี 1994
โซลชา ตัดสินใจจรดปากกากลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1996 ภายหลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุนซือ "ปีศาจแดง" ชวดได้ตัว อลัน เชียเรอร์ ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษมาร่วมทีม
เริ่มแรกกองเชียร์ "เร้ด อาร์มี่" แทบไม่รู้จักหัวหอกรายนี้เลยรู้แต่เพียงว่าเป็นดาวยิงอนาคตไกลจากนอร์เวย์ที่ซัดประตู 31 ลูกจากการลงเล่น 42 แมตช์ให้ โมลด์ อย่างไรก็ตาม โซลชา จัดการใช้ฝีเท้าคลายความสงสัยให้กับแฟนยูไนเต็ดด้วยการใช้เวลาเพียง 6 นาทีในนัดประเดิมสนามซัลโวประตูช่วยให้ทีมแบ่งแต้ม แบล็คเบิร์น 2-2 ในฤดูกาล 1996-97
ในฤดูกาลแรกที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โซลชาทำผลงานสุดยอดกระหน่ำตาข่ายคู่แข่งรวม 18 ตุงและมีส่วนสำคัญพา แมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพ ประจำฤดูกาล 1996-1997 ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของซีซั่น
บรรดาสื่อมวลชนเมืองผู้ดีพากันขนานนามให้ โซลชา ว่าเป็น "เพชฌฆาตหน้าทารก" เพราะมีสัญชาตญาณในการสังหารประตูอันเเฉียบขาดและหน้าตาที่ดูละอ่อนเกินวัย นอกจากนั้นยังมีบางแห่งให้สมญานามดาวเตะนอร์วีเจี้ยนว่า "ซูเปอร์-ซับ" อีกด้วย เนื่องจาก โซลชา มักจะถูกส่งลงสนามช่วงท้ายเกมและยิงประตูได้เป็นประจำ
เหตุการณ์ที่สุดยอด "ซูเปอร์-ซับ" บันทึกให้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของสาวก "เร้ด อาร์มี่" เกิดขึ้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ ปี 1999 โซลชาลงสนามมาเป็นตัวสำรองก่อนกดประตูชัยให้ แมนฯยูไนเต็ด พลิกสถานการณ์จากที่ตาม 0-1 กลับมาเฉือนชนะ บาเยิร์น มิวนิค 2-1 สร้างประวัติศาสตร์คว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาประดับตู้โชว์ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สำเร็จในปีดังกล่าว

อีกเหตุการณ์ที่ โซลชา สร้างความประทับอันมิรู้ลืมให้กับแฟน "ปีศาจแดง" เกิดขึ้นในศึกพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาล 1998/1999 "เพชฌฆาตหน้าทารก" ถูกส่งลงสนามมาแทน รอย คีน ในนาทีที่ 71 ก่อนใช้เวลาเพียง 12 นาทีสุดท้ายของเกม ตะบัน 4 ประตูช่วยให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกไปถลุง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ คาถิ่น ซิตี้ กราวนด์ 8-1

ความโชคร้ายมาเยือน โซลชา ในฤดูกาล 2003-2004 เมื่อเขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงบริเวณหัวเข่าจนต้องพักยาวกว่า 2 ฤดูกาล
ทว่าโชคดีที่ เฟอร์กูสัน เล็งเห็นความสำคัญและมองถึงคุณงามความดีที่ได้สั่งสมมาจึงตอบแทนด้วยการยื่นสัญญาฉบับใหม่เป็นระยะเวลา 2 ปี ส่งผลให้ โอเล่ จะปักหลักค้าแข้งที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปจนอายุ 35 ปี นอกเหนือจากสัญญาค้าแข้งดังกล่าวแล้ว "เฟอร์กี้" ยังเผยแผนระยะยาวที่จะพัฒนา โซลชา ก้าวขึ้นเป็นสต๊าฟโค้ชหลังจากแขวนสตั๊ดอีกด้วย ภายหลังเล็งเห็นแววตอนที่ โซลชา สอนนักเตะเยาวชนที่โรงเรียนลูกหนังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ประเทศฮ่องกงระหว่างทัวร์เอเชียในปี 2006
โดย โซลชา อาศัยอยู่ที่ บรามฮอลล์ ซึ่งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่งงานแล้วกับแฟนสาวชื่อ ซิลเย่ มีลูกสองคน ลูกชายชื่อ โนอาห์และลูกสาวชื่อ คาร์น่า แต่น่าเสียดายที่นักเตะคนโปรดของเจ้าหนูโนอาห์นั้นไม่ใช่บิดาบังเกิดเกล้าของเขา แต่ดันกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ประจำทีมอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ไปเสียได้
ภายหลังจากที่รับใช้สโมสรมาอย่างยาวนานร่วมทศวรรษครึ่ง  ในที่สุด โซลชาก็ตัดสินใจกลับไปสู่สโมสรก่อนที่เข้าจะจากมาสู่ถิ่น โอล แทร็ฟฟอร์ด นั่นคือ  สโมสร โมลด์ ในบ้านเกิด นอร์เวย์ เพื่อทำหน้าที่กุมบังเหียนผู้จัดการทีม  แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดดอทคอม ได้โอกาสสัมภาษณ์ตำนาน ซุปเปอร์ซับ.....เพชรฆาตหน้าทารกเป็นครั้งสุดท้าย..ดังนี้
รู้สึกอย่างไรบ้างที่ต้องจากไปแล้ว?
"มันก็เริ่มขึ้นแล้วจริงๆ ที่ผมกำลังจะไป มันค่อนข้างแปลก เพราะทุกอย่างที่ผมทำมันกำลังเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะได้ทำแล้ว มันกำลังเริ่มขึ้นแล้วที่ครอบครัวของผมกำลังจะไป ภรรยาผมและตัวผมกำลังจะกลับบ้าน แต่พวกเด็กๆ กำลังจะจากบ้านไป ก็พวกเขาใช้ชีวิตที่นี่มาตลอดนี่นะ จริงๆ เราก็ตื่นเต้นนะ"
"สำหรับผมแล้ว การทำงานให้ฉลาด มันเป็นก้าวย่างที่ดีที่จะแบกรับความรับผิดชอบและได้ทำผิดพลาดด้วยตัวเอง และในฐานะครอบครัวๆ หนึ่ง เราจำเป็นต้องทำมันตอนนี้ (ย้ายกลับนอร์เวย์) เพื่อพิสูจน์ว่าเรายังเป็นชาวนอร์วีเจี้ยน หรือไม่งั้นเราก็คงกลายเป็นชาวอังกฤษไปแล้ว!"

 
คุณตั้งใจจะหาเวลาพักผ่อนสักนิดก่อนเริ่มต้นใหม่กับ โมลด์ มั้ย?
"เราจะไปพักผ่อนที่ๆ อากาศอุ่นกว่านี้สัก 2-3 สัปดาห์ก่อนที่ผมจะเริ่มงานกับ โมลด์ ผมจะกลับไปที่นอร์เวย์จริงๆ วันที่ 3 มกราคม และเริ่มงานวันที่ 10 แปลว่าผมมีเวลาเตรียมตัวราวๆ 1 สัปดาห์ ซึ่งจริงๆ ก็คงหมดไปกับการย้ายข้าวของเข้าบ้านใหม่"
"จริงๆ แล้วเมื่อตอนที่คุณมา คุณมาแต่ตัวกับกระเป๋าเสื้อผ้า 1 ใบ แต่เวลากลับ คุณกลับพร้อมกับบ้านขนาด 5 ห้องนอน มันเหลือเชื่อมากว่ามีของมากมายแค่ไหนที่ที่สุดแล้วคุณก็ตัดใจทิ้งไม่ลงจนต้องเก็บมาด้วย"
มันยากมั้ยที่ต้องบอกลาหลังจากที่ได้อยู่ที่นี่มานานเหลือเกิน?
"(นิ่ง) ผมน่าจะทำแบบ คันโตน่า นะ! ผมไม่ใช่คนที่บอกลาใครๆ ได้ดีเลยจริงๆ ผมรู้สึกว่ามันทำให้บรรยากาศยิ่งเศร้ามากขึ้นไปอีก"
แล้วคุณซึ้งมั้ยกับโอกาสที่คุณได้บอกลาแฟนๆ เมื่อเย็นวันจันทร์ ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขาที่จะได้มีโอกาสบอกลากับคุณ?
"ซึ้งเลย ผมเข้าใจดี และมันก็เป็นโอกาสพิเศษสำหรับผมเหมือนกัน จริงๆ แล้วคุณคงนึกไม่ออกว่าตัวเองซาบซึ้งกับคนรอบข้างมากแค่ไหน ผมดีใจที่สโมสรให้อะไรกับผม ที่ผ่านมาสโมสรสุดยอดมากกับผม พวกเขาดูแลผมตั้งแต่วันแรกที่มา แล้วก็ให้โอกาสผมบอกลาแฟนๆ รู้สึกว่าจะ 3 ครั้งแล้วมั้ง"
"คราวนี้สงสัยเพื่อให้แน่ใจว่าผมไปจริงๆ มั้ง ฮ่าๆ แบบ ครั้งที่ 3 เค้าว่าเฮงนะ อารมณ์คงประมาณ 'เอาล่ะ โอเล่ คราวนี้นายไปจริงๆ สินะ!' "
มีวันไหนที่ผ่านไปโดยที่คุณไม่ได้หยุดแจกลายเซ็นให้แฟนๆ มั้ย?
"มีก็มีบางวันที่ผมตรงดิ่งกลับบ้านเลยหลังจากที่ซ้อมเสร็จ คุณพบปะผู้คนตลอดเวลาไม่ได้หรอก แต่ถึงอย่างนั้น สงสัยจะมีคนหลายล้านเลยมั้งที่ นู คัมป์ ในคืนนั้น (รอบชิงชปล. กับ บาเยิร์น) เพราะว่าผมไปที่ไหนก็เจอแต่คนบอกผมว่าเขาอยู่ที่นั่นในคืนนั้น มันวิเศษมาก คงไม่ใช่ผมถ้าไม่มีมันเกิดขึ้นจริงๆ มันสุดยอดมาก นั่นแค่ส่วนหนึ่งนะ"
"ผมรู้ตัวว่าผมเป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้คนเวลาที่พวกเขาบอกผมว่า 'นายได้มอบค่ำคืนที่วิเศษที่สุดในชีวิตให้กับฉัน' แต่ก็มีบางคนนะบอกกับผมว่าเขาต้องหย่าก็เพราะผม แบบ 'ฉันไม่ได้กลับจากบาเซโลน่า..' อะไรประมาณนั้น มีเรื่องราวมากมายจริงๆ จากค่ำคืนนั้น"
ในแง่ของความเป็นที่นิยมจากแฟนๆ คุณอยู่ในระดับเดียวกับพวกตำนานอย่าง คันโตน่า, คีน ฯลฯ มันยิ่งใหญ่แค่ไหนสำหรับคุณ?
"จริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ระดับเดียวกับพวกเขาหรอก แต่ผมภูมิใจที่แฟนๆ ชอบในสิ่งที่ผมทำลงไป แน่นอน ผมถือว่ามันเป็นคำชม"
"ว่าแล้วที่คุณเอ่ยถึง คีน, คันโตน่า ทำให้ผมนึกได้ว่าผมโชคดีที่ได้เล่นร่วมกับนักเตะสุดยอดมากมายอย่าง เบ็คแฮม, สโคลส์, กิ๊กส์, คีน, คันโตน่า, แกรี่ เนวิลล์ ฯลฯ ผมได้ลงเล่นร่วมกับเหล่านักเตะที่ดีที่สุดของสโมสร ผมภูมิใจจริงๆ"
 คุณจะคิดถึงเมืองแมนเชสเตอร์มั้ย?
"แน่นอนที่สุด ผมคงจะคิดถึงเวลาที่ผมขับรถพาเด็กๆ ไปโรงเรียน หรือการไปที่ วิลม์สโลว หรือ แมนเชสเตอร์ ซึ่งมันคงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมอีกต่อไปแล้ว แต่ผมจะยังเก็บบ้านที่นี่ไว้นะ ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านผมก็เพิ่งสร้างเสร็จนะ ใช้เวลาตั้ง 3 ปี! ตลกนะ แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น"
"ผมเป็นคนทะเยอทะยานนะ ดังนั้นถ้าผมประสบความสำเร็จในลีกนอร์เวย์ บางทีสโมสรแถวๆ นี้อาจสนใจผมบ้างก็เป็นได้ เมื่อถึงจุดนึงผมก็ยังอยากกลับมาที่นี่อยู่"
คุณเอาวิถีชีวิตแบบชาวอังกฤษกลับไปใช้บ้างมั้ย?
"พวกเราคงจะได้ใช้เยอะเลย จริงๆ ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบพายเนื้อนั่นแหละ และนั่นเป็นสิ่งที่เราคิดถึงนอร์เวย์ คือ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ และนั่นจะเป็นสิ่งที่เราคิดถึงแมนเชสเตอร์เช่นกัน เราจะคิดถึงเพื่อนๆ ตลอดเวลาเลย เราได้เพื่อนดีๆ มากมายนอกสนามฟุตบอลเช่นกัน เราจะคิดถึงพวกเขา"
"คุณจะคิดถึงพวกเขาทั้งในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีและเพื่อนทั่วไปที่ดี แต่เราจะได้พบกันอีก ผมคงต้องบอกว่า คนอังกฤษเป็นคนที่สุภาพมาก และเป็นคนเปิดกว้าง มนุษย์สัมพันธ์ดีและมารยาทดี เราจะรับเอาสิ่งเหล่านี้กลับไปที่นอร์เวย์ด้วย"
เมื่อพูดถึงการทำงานที่ คาริงตัน (สนามซ้อม) คุณจะคิดถึงอะไร?
"ทุกอย่างเลย การมีความสุขกับการได้มาทำงานทุกๆ วัน เมื่อคุณขับรถมาถึง คาริงตัน คุณรู้เลยว่านี่จะเป็นวันที่ดีอีกวัน เหล่าสต๊าฟก็สุดยอดมาก เราคุยกันแต่เรื่องฟุตบอลทั้งวี่ทั้งวัน ผมตั้งใจจะสร้างบรรยากาศแบบนี้บ้างที่ โมลด์ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สนามซ้อมนี้มันสุดยอดมาก มันเป็นวัฒนธรรม พวกเราพยายามอย่างหนักเพื่อให้นักเตะเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ผมคงจะคิดถึงมันมาก"
"แล้วก็ผู้คน ผมคงจะตกหล่นชื่อใครไปบ้าง แต่นักเตะที่ผมได้เล่นด้วยกันยังอยู่นี่ซึ่งผมคงคิดถึงการได้หยอกล้อเล่นกับพวกเขา เหล่าสต๊าฟก็สุดยอดมาก นับตั้งแต่ แคธ ที่แผนกต้อนรับไปจนถึงทุกคนที่ปรากฏตามสื่อ ผู้จัดการ, เลขา, ทีมงานดูแลชุด และเหล่าสต๊าฟที่ผมได้ทำงานร่วมด้วยกันทุกวันเพื่อพัฒนานักเตะ และผมยังมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ กับ วาเรน (จอยซ์) ตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา มันคงฟังดูแปลกๆ อยู่เหมือนกัน แต่เราจะยังคงติดต่อกันตลอด บางทีอาจจะสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งด้วยซ้ำ! "
คุณทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนซี้กันเลยสิ?
"เขาสุดยอดมากๆ และผมก็ดีใจมากที่เขาอยากทำงานกับผม คุณไม่ทางไปหาเรียนสิ่งต่างๆ แบบที่ วาเรน สอนผมได้อย่างแน่นอน ตอนแรกเรายังไม่รู้จักกัน ผมยังจำได้ครั้งแรกที่เราคุยโทรศัพท์กันเรื่องที่เราพยายามทำให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะเป็นนักเตะมืออาชีพ เขาเปิดโลกทัศน์ผมในหลายๆ เรื่อง เขามีสายตาเฉียบคมอย่างเหลือเชื่อในการมองนักเตะ เขาเป็นโค้ชที่สุดยอดและมีความรู้เรื่องแท็คติคดีมากๆ ผมชมเขายังไงก็ไม่หมดแน่ๆ"
"สโมสรมีโค้ชที่ยอดเยี่ยมที่คอยให้ความรู้กับนักเตะ เขายังสอนให้ผมเล่นเซิร์ฟด้วยซ้ำ! เรามีวันที่ยอดเยี่ยมที่ เดวอน ในช่วงปรีซีซั่นก่อนเกมกับ เยโอวิล เขาจับผมขึ้นเซิร์ฟบอร์ด 3-4 ครั้ง สอนให้เล่นเซิร์ฟอย่างถูกวิธี บางทีผมคงไม่เอาอีกแล้วล่ะ แต่อย่างน้อยก็ได้ลองแล้วล่ะนะ ผมสามารถนั่งพูดเรื่องราวมากมายระหว่างผมกับเขาทั้งวันก็ยังได้ถ้าคุณต้องการ"
"เรายังเคยไปฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยกันที่ลิสบอนด้วย สองต่อสอง.. (หลุดขำ)"
 ..โอ้ ท่าทางต้องบันทึกไว้ให้ดีๆ แล้วสินี่
"ตอนนั้นเราไปหา คาลอส (คีย์รอซ) เขาเชิญเราไป เราก็ตอบตกลง แน่ล่ะ เราไปถึงที่นั้นแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นี่มันวันวาเลนไทน์นี่นา เราไปถึงโรงแรมและพวกเขาก็จองเราไว้ให้นอนห้องเดียวกันอีกต่างหาก! แต่ไม่ต้องห่วง เราแก้ไขได้ เราไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกันในคืนวาเลนไทน์นะ"
"ท่อนนี้อัดไว้ให้ชัวร์ๆ เลยนะ"
คุณรู้สึกสนุกมั้ยกับการที่ได้คุมทีมสำรอง?
"สนุกมาก ผมสนุกและมีความสุขก็เพราะพวกเขาเป็นนักเตะหนุ่มที่มีความสามารถและมีทัศนคติที่ดี ผมเข้ามาทำงานโดยไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จริงๆ นะ บางวันก็มีบ้างที่พวกเขาอาจจะรู้สึกแย่ แล้วมันก็เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องฉุดพวกเขากลับขึ้นมาอีกครั้ง ในชีวิตจริงคุณไม่มีทางรู้เลยว่าจะมีนักเตะมากแค่ไหนในทีมสำรอง บางทีคุณอาจมีแค่ 8 คน บางทีอาจมีถึง 20 มันค่อนข้างไม่แน่นอนเอามากๆ คุณต้องมีการปรับตัวที่ว่องไว ผมได้เรียนรู้มากมายและสนุกกับมันมาก"
คุณมองเด็กหนุ่มเหล่านี้ว่ามีโอกาสผ่านไปได้มากน้อยแค่ไหน?
"มากเลย ผมคิดว่าพวกเขามีโอกาส มี 2-3 คนจากในนี้ที่มีโอกาสขึ้นชุดภายใน 1-2 ปีด้วยซ้ำ หวังว่านะ เผลอๆ จะเร็วกว่านั้น มีบางคนที่เป็นดาวรุ่งชั้นยอดซึ่งผมคิดว่าเราทุกคนก็คงรู้ว่าใคร มันยากที่จะรับมือกับนักเตะที่เริ่มทำเงินได้เยอะนะ เพราะคุณไม่รู้ว่าจะพวกเขาจะรับมือกับความสำเร็จและปัญหาที่ตามมาอย่างไร พวกเขามีความสามารถ อันนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเองที่ต้องคว้าโอกาสแล้วกลายเป็นมืออาชีพที่ดีให้ได้"
คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับยูไนเต็ดตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่?
"ผมเติบโตขึ้นมาก มากจริงๆ ผมพยายามพัฒนาอยู่ตลอดและพยายามอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของพัฒนาการให้ได้ ผู้จัดการทีมเขาสุดยอดมากในการทำสิ่งใหม่ๆ และมองไปยังอนาคต ขนาดของสโมสรตอนนี้เมื่อเทียบกับตอนที่ผมมาที่นี่ใหม่ๆ มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็รับมือกับด้วยการพัฒนาและวัฒนธรรมในการกระหายชัยชนะ วัฒนธรรมในการมุ่งมั่น"
"เราเพิ่งเอาชนะอาเซน่อลมาเมื่อวันจันทร์ แต่พอวันอังคารก็ไม่มีใครพูดถึงมันแล้ว นั่นน่าเหลือเชื่อมาก สำหรับผมเอง ตอนผมมาใหม่ๆ ผมยิงประตูได้และก็จะเฝ้ารอดูปฏิกิริยาบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่กลับไม่มีเลย มันมุ่งตรงไปที่เกมข้างหน้าเสมอ นั่นคือสิ่งที่เราทำที่ ยูไนเต็ด นั่นเป็นแค่กรอบการปฏิบัติตัวและเป็นแม่พิมพ์ที่ผมจะเอาติดตัวกลับไปใช้กับ โมลด์ ด้วย"








จานฟรังโก โซลา



ตำนาน นักแตะ GIANFRANCO ZOLA

รูปภาพ


GIANFRANCO ZOLA

เป็นเวลามากกว่า 7 ปีสำหรับ จานฟรังโก้ โซล่า กับการเป็นยิ่งกว่าตำนานของทัพสิงโตน้ำเงินครามผู้ซึ่งได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีถึง 2 ครั้งในปี 1999 และ 2003 โดยดาวเตะชาวอิตาเลี่ยนผู้นี้ได้รับคะแนนโหวตจากเว็บหลักอย่างเป็นทางการกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรตั้งแต่เคยมีมา

โซล่า ช่วยให้ต้นสังกัดกวาดโทรฟี่ไปกว่า 4 รายการ และยังเป็นผู้ยิงประตูชัยให้กับทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1998 หลังจากตัวเขาถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 70 พร้อมทั้งยังพังประตูจากทุกรายการไปทั้งสิ้น 80 ประตูจากการลงเล่น 312 นัด ซึ่งเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมโดยได้มาจากความพยายามของเขานั่นเอง

ประตูของ โซล่า ที่ต้องอยู่ในความทรงจำของแฟนบอล เชลซี คือลูกไขว้กลางอากาศยิงอย่างเหนือชั้นในเกมที่พบกับ นอริช ซิตี้ และลูกยิงที่ฝ่ากองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าไปยิงผ่านตัว ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ในชนิดที่ทำได้แค่มอง รวมถึงประตูสุดคลาสสิกกับ วิมเบิลดัน ในรอบรองชนะเลิศ เอฟเอคัพ ปี 2007

เหนือสิ่งอื่นใดด้วยสไตล์การเล่นที่สนุกและสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดูทำให้ตัว โซล่า นั้นได้รับความนิยมจากหลายฝ่ายโดยแฟนบอลคู่แข่งก็ยังอดชื่นชมในตัว จานฟรังโก้ โซล่า ไม่ได้

จานฟรังโก้ โซล่า ประสบปัญหาฟอร์มไม่ค่อยดีนักในซีซั่น 2001 / 2002 แต่ก็ยังกลับมาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมอีกครั้งในปีต่อมาโดยยิงไปทั้งสิ้น 16 ประตูพร้อมทั้งพา เชลซี ไปเล่นรอบคัดเลือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ

ประตูลูกสุดท้ายของ โซล่า กับสโมสรคือในนัดที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2003 และลงเล่นนัดสุดท้ายกับต้นสังกัดพร้่อมจากลาในนัดปิดฤดูกาลกับ ลิเวอร์พูล โดยลงมาเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้ายซึ่งในเกมนั้น เชลซี เอาชนะไปได้ 2 - 1 พร้อมคว้าโควต้าถ้วยยุโรปได้สำเร็จแถมโชว์ทักษะอันตกตะลึงด้วยการล็อคหลบนักเตะหงส์แดงถึง 4 คนด้วยกัน

1 เดือนต่อมาหลังจากออกจาก เชลซี ทำให้ โซล่า ตัดสินย้ายกลับบ้านเกิดไปเล่นให้กับ กายารี่ ถึงแม้จะได้รับสัญญาฉบับใหม่จากทางเจ้าของสโมสรคนใหม่ โรมัน อบราโมวิช ก็ตาม

นี่คือตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร.. จานฟรังโก้ โซล่า ชื่อนี้จะถูกจารึุกเอาไว้ตลอดกาล..








ซีเนอดีน ซีดาน ตำนานลูกหนังของฝรั่งเศส



ซีเนอดีน ซีดาน ถือเป็นอดีตนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ซีดาน หรือ ที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “ซิซู” เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย โดยเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ปี 1998 และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000
นอกจากนี้ ความสามารถทางลูกหนังของเขายังได้รับการการันตีจากรางวัล “โกลเด้นบอล” ภายหลังสวมบทกัปตันทีมพาทัพ “เลส์ เบลอส์” ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศศึก ฟุตบอลโลก ปี 2006 ที่ เยอรมัน ได้สำเร็จ ทว่าการปิดฉากชีวิตลูกหนังของเขากลับไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างผลงานที่เขาสั่งสมไว้ หลังจากที่ ซีดาน บันดาลโทสะ ใช้หัวโหม่งมาร์โก มาร์เตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ในแมตช์ดังกล่าว จนเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่โตในช่วงนั้น

เริ่มต้นอาชีพฟุตบอล
1988-1996 : กานส์ และ บอร์กโดซ์
ผลบอล , live score 
ซีดาน อัจฉริยะลูกหนังเชื้อสายแอลจีเรียผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1972 ที่เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาเริ่มต้นอาชีพลูกหนังจากการเล่นอยู่ตามท้องถนนในเมืองมาร์กเซย ตามประสาเด็กทั่วไป จนในตอนที่หนูน้อยซีดาน มีอายุได้ 14 ปี พรสวรรค์ของเขาก็ไปเตะตาแมวมองของสโมสรกานส์ ที่มาชักชวนให้เขาไปเข้าโรงเรียนลูกหนังฝึกฝนฝีเท้ากับทางสโมสร
   ในที่สุด ซีดาน ได้กลายเป็นสมาชิกทีมชุดใหญ่ของกานส์ ตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึง 17 ปี โดยในฤดูกาล 1990/1991 เขาก็เป็นตัวจริงของทีมได้แล้ว แม้ว่า กานส์ จะตกชั้นไปจากลีก เอิง แต่ ซีดาน ก็ยังคงได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ต่อไป เมื่อ บอร์กโดซ์ เข้ามาคว้าตัวเขาไปร่วมทีม ต่อทันทีที่ กานส์ ตกชั้น ในฤดูกาล 1992/1993
 ซีเนอดีน ซีดาน

ผลบอล , live score
zidane

  หลังจาก ซีดาน ย้ายมาร่วมทีม บอร์กโดซ์ เขาก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทีม และสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 1995/1996 ซึ่งแม้ว่า บอร์กโดซ์ จะพ่าย บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน จนพลาดแชมป์ไป แต่ฝีเท้าของ ซีดาน ที่ได้สำแดงออกมาในฤดูกาลนั้น ทำให้เขาแจ้งเกิดในเวทีลูกหนังยุโรป ได้สำเร็จ จนมีคนยกย่องว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ มิเชล พลาตินี่ ที่ ซีดาน เคยส่งบอลให้กับมือ ในตอนที่เขาเป็นเด็กเก็บลูกฟุตบอล ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1984

1996-2001 : ยูเวนตุส

ในปี 1996  ซีดาน ได้ย้ายไปร่วมทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ภายใต้การคุมบังเหียนของ มาร์เชโล ลิปปี้ และ ซีดาน ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาทีมยูเวนตุส คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และ แชมป์อินเตอร์คอนทิเนนทอล คัพ ในปี 1997 รวมถึง มีส่วนสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะพ่ายให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 และในฤดูกาลถัดมา ซีดาน ยังช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าแขมป์ “สคูเต็ตโต้” ได้อีกสมัย เช่นเดียวกับ พาทีมเขารอบชิงชนะเลิศ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่สุดท้าย ทีมของเขาก็ต้องเป็นฝ่ายปราชัยให้กับ เรอัล มาดริด ไป 0-1 

2001-2006 : เรอัล มาดริด

ผลบอล , live score หลังจากค้าแข้งอยู่ในแดนมักกะโรนี กับ ยูเวนตุส อยู่ 5 ฤดูกาล ในที่สุด ซีดาน ก็ย้ายไปร่วมทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน  ในปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงที่สุดในโลก 76 ล้านยูโร (ประมาณ 4,028 ล้านบาท)
และในฤดูกาลแรกที่ ซีดาน ไปอยู่กับ รีล มาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ ซีดาน สามารถทำประตูสุดคลาสสิค จากการวอลเลย์บอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม อีกด้วย
ฤดูกาลต่อมา ซีดาน ยังทำผลงานได้อย่ายอดเยี่ยง โดยเขาสามารถพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และ แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ได้สำเร็จ ซึ่งในฤดูกาล 2002/2003 ซีดาน ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกจากการประกาศของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
หรือ ฟีฟ่า เป็นสมัยที่ 3 เทียบเท่ากับ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล หลังจากก่อนหน้านี้ ซีดาน เคยได้รับรางวัลดังกล่าวมาแล้วในปี 1998 และ 2000
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2005/2006 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของซีดาน กับ เรอัล มาดริด อาจไม่น่าประทับใจนัก เมื่อต้นสังกัดของเขากระเด็นตกรอบรองชนะเลิศศึก โกปา เดล เรย์ และ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงถูกทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทิ้งห่างถึง 12 แต้ม พร้อมกับคว้าแชมป์ลาลีกา ไปครอง และในที่สุด ซีดาน ก็แขวนสตั๊ด อย่างเป็นทางการ  ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2006

ทีมชาติฝรั่งเศส

จากความที่ ซีดาน ถือสองสัญชาติ ทั้งฝรั่งเศส และ แอลจีเรีย จึงทำให้เขาสามารถเลือกที่จะเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งก็ได้ และเขาก็เกือบจะได้เล่นให้กับทีมชาติแอลจีเรียไปแล้ว แต่จากการถูกปฏิเสธจากโค้ชของทีมที่รู้สึกว่าเขาไม่มีความเร็วพอในตำแหน่งที่เล่นตอนนั้น ในที่สุด เส้นทางในทีมชาติฝรั่งเศส ของซีดาน ก็บังเกิดขึ้น โดย ซีดาน ติดทีม “ตราไก่” ครั้งแรก ในปี 1994 และสร้างความประทับใจสุดๆ ด้วยการลงมาทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ ฝรั่งเศส ไล่ตามตีเสมอ สาธารณรัฐเช็ก 2-2 หลังจากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-2 ในตอนที่ ซีดาน ยังไม่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม
ซีดาน มาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในระดับนานาชาติ เมื่อติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 1996 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเจ้าภาพ และ ซิซู ก็โชว์ลวดลายลีลาออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ฝรั่งเศส จะไม่ถึงดวงดาวในการแข่งขันครั้งนั้น แต่ ซีดาน ก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญสโมสรชั้นนำในยุโรป และเป็นอนาคตของทีม “เลส์ เบลอส์” อีกด้วย
หลังจากจบ ยูโร 96 ยูเวนตุส ทีมมหาอำนาจของอิตาลี ที่ประทับใจฝีเท้าของ ซีดาน เป็นอย่างยิ่ง ก็คว้าตัว ซิซู ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัวเพียงประมาณ 3 ล้านปอนด์ และ ซีดาน ก็พา ยูเวนตุส คว้าแชมป์ได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ริเวอร์เพลท ของอาร์เจนติน่า ในการชิงแชมป์ฟุตบอลอินเตอร์คอนติเน็นทั่ล คัพ ที่เป็นการเอาแชมป์สโมสรยุโรป มาเจอกับแชมป์สโมสรของอเมริกาใต้ นั่นเอง

1998 : คว้าแชมป์โลก

ในฟุตบอลโลก 1998 พลพรรคนักเตะฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทีมของ เอ็มเม่ ฌักเก้ต์ และมี ซีดาน เป็นหัวใจของทีม แถมยังมีเสียงเชียร์มหาศาลจากแฟนบอลของตนเอง สามารถทะลุทะลวงเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศกับ บราซิล ที่มี โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงและพวกเขาสามารถเอาชนะ บราซิล ได้แบบขาดลอย 3-0 พร้อมกับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก สมัยแรก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ 2 ประตูแรกที่นำไปสุ่ชัยชนะของทีม “ตราไก่” มาจากการโหม่งของ ซีเนอดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์คนเก่งของทีมนั่นเอง ซึ่งในช่วงปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก และนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป มาครองได้อีกด้วย

 ผลบอล , live score
2000 : แชมป์ยูโร

หลังจากคว้าแชมป์โลก 1998 มาครองได้แล้ว พลพรรคนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ยังเดินหน้าทำผลงานยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเปลี่ยนกุนซือจาก ฌักเก้ต์ มาเป็น โรเช่ร์ เลอแมร์ แต่นักเตะกำลังหลักของทีมก็ยังอยู่กันครบ ซึ่งภารกิจต่อมาของ ซีดาน และชาวคณะก็คือศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ซึ่ง ฮอลแลนด์ กับ เบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยที่ ฝรั่งเศส ในฐานะแชมป์โลก ตะลุยผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะมาสร้างผลงานบันลือโลกอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้ ด้วยการเอาชนะ อิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ จากประตูชัยของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ และในปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รางวัลนักเตะยอดเยียมของโลก มาครองเป็นสมัยที่ 2 ด้วย

2002-2006 : ไม่ประสบความสำเร็จกับฝรั่งเศส

 ผลบอล , live score 
อย่างไรก็ตาม ซีดาน และทีมชาติฝรั่งเศส ต้องมาประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งในฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ เมื่อกระเด็นตกรอบแรกไปอย่างน่าอาย โดยสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็เพราะซีดานได้รับบาดเจ็บในเกมอุ่นเครื่องก่อนการแข่งขัน ทำให้ไม่ฟิตสมบูรณ์เต็มที่ในการลงเตะฟุตบอลโลก 2002ต่อมาในปี 2004 ซีดาน พาทีมชาติฝรั่งเศส ลงทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ "ยูโร" ปี 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส ก่อนจะต้องเจอกับผิดหวังอีกครั้ง เมื่อพ่ายทีมรองบ่อนอย่าง กรีซ ตกรอบไปแบบพลิกความคาดหมย จนทำให้ ซีดาน ท้อแท้ใจจนประกาศอำลาทีมชาติ หลังจากจบการแข่งขันรายการนั้น
แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟนบอลฝรั่งเศส อีกทั้งกุนซือทีมชาติคนปัจจุบันอย่าง โดเมอเน็ค ก็ลงทุนอ้อนวอนเกลี้ยกล่อมด้วยตนเองมาตลอด ทำให้ ซีดาน ยอมหวนกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง ในช่วงฤดูร้อนปี 2005 ซึ่งในตอนนั้น สถานการณ์ของทีม “ตราไก่” ในศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอ ซีดาน กลับมาสู่ทีมเท่านั้น ทุกอย่างก็กลับมาลงตัว และ ฝรั่งเศส ก็ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ

2006 : รองแชมป์ฟุตบอลโลก

ผลบอล , live score 
ฝรั่งเศส ออกประเดิมสนามศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ เยอรมัน ได้ไม่ดีนัก ด้วยการเสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 0-0 และ เกาหลีใต้ 1-1 แถมเกมนั้น ซีดาน ก็โดนไล่ออกจากสนาม หลังจากได้ใบเหลือง 2 ใบ ส่งผลให้ ซีดาน ต้องชวดลงสนามในเกมนัดสุดท้าย ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่พบกับ โตโก อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศส ก็สามารถทุบเอาชนะ โตโก 2-0 พร้อมกับผ่านเข้ารอบไปในฐานะทีมอันดับ 2 ซึ่งจะต้องไปพบกับ สเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
ในเกมพบกันทีม “กระทิงดุ” ซีดาน ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง และเป็นคนเปิดบอลใส่พานให้ ปาทริค วิเอร่า ทำประตูให้ฝรั่งเศส ออกนำ สเปน 2-1 ในช่วงท้ายเกม ก่อนที่ เขาจะมาซัดประตูย้ำชัย ได้ในนาทีที่ 91 ส่งผลให้ ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ 3-1 และเขาไปพบกับ บราซิล แชมป์เก่า  ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งซีดาน ก็แผลงฤทธิ์เปิดบอลให้ เธียร์รี่ อองรี ซัดประตูชัย ให้ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ในที่สุด 1-0 พร้อมกับการคว้าตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ในเกมนั้นไปครองในนัดต่อไป ซีดาน นำทัพทีมฝรั่งเศส
ก้าวลงสนามในเกมนัดรองชนะเลิศ โดยพบกับ โปรตุเกส และเขาก็ซัดจุดโทษในนาทีที่ 33 ช่วยให้ ฝรั่งเศส เอาชนะทัพ “ฝอยทอง” ไปได้ 1-0 พร้อมกับทะลุกเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับ อิตาลี ซึ่ง ซีดาน ยังสวมบทฮีโร่ของให้ ซีดาน กลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก ที่สามารถทำประตูในนัดชิงชนะเลิศได้ 2 ครั้งในปีต่างกัน เคียงข้างกับ เปเล่, พอล ไบรต์เนอร์ และ วาว่า
อย่างไรก็ตาม อิตาลี ก็มาตามตีเสมอได้สำเร็จ จากการทำประตูของ มาร์เตรัซซี่  ทำให้เกมนี้จะต้องยืดเยื้อไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ นำมาซึ่งการโดนไล่ออกของ ซีดาน ในนาทีที่ 110 หลังจากที่เขาใช้ศีรษะโขกใส่ มาร์เตรัซซี่ แต่ทว่าก็ไม่มีใครทำอะไรกันได้ จนมาถึงการดวลจุดโทษตัดสินซึ่งก็เป็น อิตาลี ที่เอาชนะไปได้ 5-3 แต่หลังจบทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ซีดาน ก็ยังคงรางวัล “โกลเด้นบอล” ซึ่งมอบให้กับผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในศึกฟุตบอลโลก ไปครองในที่สุด
 ผลบอล , live score 

กิจกรรมการกุศล
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2007 ซีดาน ลงเล่นฟุตบอลการกุศลกับเพื่อหาเงินช่วยเหลือ มูลนิธิเกื้อดรุณ ซึ่งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือเด็กที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ในประเทศไทย โดยมียอดการบริจาคในกิจกรรมนั้น คิดเป็นเงิน 260,000 บาท
ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2007 ซีดาน ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นทูตของ ยูเอ็น ในปี 2001 ลงเล่นฟุตบอลการกุศลช่วยเหลือผู้ยากจน ที่เมือง มาลาก้า ประเทศ โดยมี อดีตเพื่อนร่วมทีม เรอัล มาดริด อย่าง รวมถึง นักกีฬาประเภทอื่นๆ และ คนดังอีกหลายคน ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมการกุศลดังกล่าวจะถูกจัดขึ้นทุกปี โดยเป็นหนึ่งในแผนงานของ United Nations Development Programme ซึ่งเป็นกิจกรรมขององค์การยูนิเซฟ
 zidane 
ชีวิตส่วนตัว
ซีดาน ระบุว่า ตัวเขาเป็นมุสลิมที่ไม่เคร่งศาสนามากนัก ส่วนในชีวิตครอบครัว ซีดาน ได้พบกับ เวโรนิก เฟร์นานเดซ นักเต้นชาวสแปนิช ซึ่งเป็นภรรยาคนปัจจุบันของเขา ขณะที่ ซีดาน ยังค้าแข้งอยู่กับ ทีม กานส์ ในฤดูกาล 1991/1992 ทั้งคู่มีลูกชายด้วยกันสองคน ได้แก่ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ และ ลูก้า ซีนาดีน ซีดาน ซึ่งทั้งสองคนกำลึงฝึกฟุตบอลอยู่ที่ อคาเดมี่ของ  สโมสร เรอัล มาดริด  
เกียรติประวัติ

บอร์กโดซ์

ยูฟ่า คัพ (รองแชมป์) : 1995/1996
แชมป์ลีกเอิง : 1995/1996
อินเตอร์ โตโต้ คัพ : 1995

ยูเวนตุส 

เซเรีย อา : 1996/1997 : 1997/1998
ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ : 1996
อิตาเลีย ซูเปอร์ คัพ : 1997
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รองแชมป์) : 1996/1997, 1997/1998

เรอัล มาดริด 

ลา ลีกา : 2002/2003
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001/2002
อินเตอร์เนชัลแนล คัพ : 2002
ยูโรเปี้ยนส์ ซูเปอร์ คัพ : 2002
สแปนิช ซูเปอร์ คัพ : 2001, 2003 

ทีมชาติฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลก : 1998 (แชมป์), 2006 (รองแชมป์)
ฟุตบอลยูโร : 2000 (แชมป์)

รางวัลส่วนตัว

มิดฟิลด์ยอดเยี่ยม, ฟุตบอลสโมสรโลก  : 1997/1998
นักฟุตบอลแห่งปี  : 1998
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก : 1998, 2000, 2003
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก อันดับ 2 : 2006
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก อันดับ 3 : 1997, 2002
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) : 1998
ผู้เล่นทรงคุณค่า, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2001/2002
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรปในช่วง 50 ปี, ยูฟ่า โกลเด้น จูบิลี่ โพล : 2004
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์, ฟุตบอลโลก : 2006
ติดทีมยอดเยี่ยมของโลก : 2005, 2006
Onze d'Or: 1998, 2000, 2001
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป : 2000
FIFA All-Star Team: 1998, 2006
UEFA BEST XI: 2001, 2002, 2003
Chevalier (Knight) of the Légion d'honneur: since 1998










Ronaldinho




ปัจจุบันโรนัลดิญโญ่เล่นให้กับฟลาเมงโก้ ในวัย 31 ปี

Personal information
Full name
 Ronaldo de Assis Moreira
Born 21 March 1980
Porto Alegre, Brazil
Height 1.82 m (6 ft 0 in)
Playing position
Attacking midfielder / Forward
Current club Flamengo
Number 10
1998–2001 Gr?mio
2001–2003 Paris SG
2003–2008 Barcelona
2008–2011 Milan
2011-           Flamengo
National team    Brazil


ขึ้นชื่อว่าเจ้าของหมายเลข 10 กัปตันทีมบราซิล ย่อมไม่ธรรมดา

      รอยยิ้มของนักฟุตบอลอาจหาได้ไม่ง่ายนัก นอกจากอาจจะดีใจจากการทำประตูเพียงเท่านั้น แต่...
มีนักฟุตบอลอยู่คนนึง ที่เรามักจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ยามเล่นบอลอยู่เสมอเสมอ และเขาผู้นั้น
จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก ผู้ชายผู้มีลักษณะท่าทางและเอกลักษณ์โดดเด่นที่ไม่เหมือนใครอย่าง
โรนัลดิญโญ่ อดีตนักเตะที่ได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในโลก คนนี้

     โรนัลดิญโญ่คงมีวิถีชีวิตเหมือนนักฟุตบอลดังๆ ในบราซิลหลายๆ คนที่มักจะเติบโตมาจากการเล่น
ฟุตบอลตามข้างทางธรรมดาทั่วๆ ไป โดยโรนัลดิญโญ่เกิดที่ประเทศบราซิล  และเริ่มเป็นนักเตะฝึกหัด
ของทีมเกรมิโอ ในลีกบราซิล ลักษณะท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร   โดยได้รับฉายาว่าเหยิน
โรนัลดิญโญ่ นอกจากนั้นในเรื่องของทักษะการเล่นบอล โรนัลดิญโญ่คือดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่
สุดในตอนนั้นก็ว่าได้


อาจไม่คุ้นตากับทรงผมเรียบร้อย ก่อนที่จะค้นพบทรงผมยาวมาจนถึงปัจจุบัน

      เทคนิคที่ล้ำเลิศ ลูกที่เหนือเกินคำว่าอัศจรรย์มักจะถูกสรรค์สร้างจากเขาเสมอ  โรนัลดิญโญ่เล่นฟุต
บอลด้วยความสุข เขาเล่นฟุตบอลด้วยใจรัก และการโลดเเล่นอยู่ในสนามคือสิ่งที่ฝันใฝ่ที่สุดสำหรับเขา
หลังจากมีหลายๆ ทีมให้ความสนใจในตัวโรนัลดิญโญ่ และก็เป็นทีมจากฝรั่งเศส ปารีสแซงแชงแมงต์ที่
ได้ตัวโรนัลดิญโญ่ไปร่วมทีม


เจ้าของเทคนิกหลอกล่อคู่ต่อสู้มากมายมาตั้งแต่วัยรุ่น


จับคู่เป็นกองหน้ากับคู่ขา นิโกล่าส์ อเนลก้า สมัยอยู่ปารีส

     ตอนที่เล่นกับปารีสแซงแชงแมงต์โรนัลดิญโญ่ ทั้งเลี้ยง หลบ กระชาก ยิงประตู ปั่นฟรีคิก ทำซะครบ
ทุกอย่าง  แม้แต่ในเกมส์แชมป์เปี้ยนส์ชิพเมเนเจอร์ 3 (cm3)  โรนัลดิญโญ่ยังเป็นนักเตะเก่งที่สุด  สมัยอยู่
ปารีสอีกด้วย ไม่ธรรมดาจริงแท้ โดยหลังจากเล่นให้ปารีสได้เพียงไม่นาน โดยลงเล่นทั้งหมด 55 นัดและ
ทำประตูได้ 17 ลูก และตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับเจ้าบุญทุ่มบาร์เซโลน่าในสเปน


เก่งที่สุดสำหรับชายคนนี้ในสีเสื้อบาร์เซโลน่า

    การมาเล่นให้บาร์เซโลน่า ถือเป็นยุคทองของโรนัลดิญโญ่  เพราะนอกจากจะเค้นเอาความสามารถที่
มีออกมาได้แบบสุดสุดแล้ว เขากลับกลายเป็นผู้เล่นที่มีค่าเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ได้มากที่สุดในสเปน ณ ตอนนั้น
อีกด้วย  ในยุคที่โรนัลดิญโญ่เล่นให้กับบาร์เซโลน่า  โรนัลดิญโญ่กลายเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกไป
โดยปริยาย ตลอดเวลาที่อยู่กับาร์เซโลน่า โรนัลดิญโญ่ลงไปทั้งหมด 145 เกมส์ และทำประตูได้ 70 ลูก


ท่าดีใจหลังทำประตูได้ในสไตล์บราซิเลี่ยน

    ถ้าหากคุณยังคงจดจำลีลาการเล่นฟุตบอลของเขาได้ กรุณาหยุดจดจำสัำกครู่ เพราะต่อจากนี้ ชีวิต
ของนักเตะที่เคยได้ชื่อว่าเก่งที่สุดในโลก กลับ ... กลับกลายเป็นคนละคน จากคนที่เลี้ยงบอลด้วยความ
มั่นใจ ลีลาการหลอกล่อคู่ต่อสู้ การเลี้ยงบอลที่เคยหลุดแนวรับ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วกลายเป็นอดีตไปโดย
สิ้นเชิง จากที่โรนัลดิญโญ่กลับมาหลังจากรักษาอาการบาดเจ็บ โดยพักไปอย่างยาวนาน หรืออาจเป็น
เพราะสิ่งนี้ที่ทำให้โรนัลดิญโญ่คนใหม่กลายเป็นนักเตะธรรมดาธรรมดาคนนึงไปเสียแล้ว


หายเจ็บกลับมา ปรากฏว่าฟอร์มก็หายตามไปด้วย กรรมแท้

    และด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่แบบนั้น โรนัลดิญโญ่ที่ต้องบอกว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กับชีวิตในปีศาจแดงดำ
เอซีมิลาน โดยที่ก่อนหน้านี้รุ่นพี่ของเขาอย่าง ริวัลโด้ ก็เอาชื่อมาทิ้งไว้ที่นี่ก่อนหน้านี้ได้ไม่นานนัก จาก
นั้นเจ้าของหมายเลข 80 ก็ต้องกลับบ้าน ไปเล่นให้กับฟลาเมงโก้ ทีมในลีกบราซิลจนกระทั่งปัจจุบัน


หมายเลข 80 ตามสไตล์วิถีของอิตาลี



ห่างหายจากทีมชาติไปยาวนานตั้งแต่ปี 2010

     กับทีมชาติบราซิลนั้น โรนัลดิญโญ่นับว่าเป็นหัวใจในความสำเร็จของบราซิล แฟนแฟน มักตื่นตาตื่น
ใจเสมอ เมื่อเห็นนักเตะผู้นี้โลดแล่นอยู่ในสนาม โดยบราซิลยุคนั้นที่มีเกมส์รุกอันดุดัน โดยมีสามประสาน
ที่เรียกว่า Tripple R 3 คน นั่นก็คือ นิเชา ริวัลโด้  เหยินพี่ โรนัลโด้ และ เหยินน้อง โรนัลดิญโญ่ นั่นเอง

 

Perfect Football Player

     อย่างไรก็ตาม การได้ดูโรนัลดิญโญ่เล่นอยู่ในสนาม เขามักเอนเตอร์เทนคนดูอยู่เสมอ ผู้ชมมักจะชื่น
ชอบและตื่นเต้นเวลาเขาสัมผัสบอลเลี้ยงบอล ปั่นฟรีคิก เลี้ยงหลบ หลอกล่อให้คู่ต่อสู้หัวปั่นไปตามๆกันแม้
ฟอร์มวันนี้ของโรนัลดิญโญ่จะเป็นอย่างไร แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เกมส์ลูกหนัง มีมนต์สเนห์ น่าหลง
ไหลและติดตามมากมายขนาดไหน กับชายคนนี้  โ ร นั ล ดิ ญ โ ญ่ 
...














ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น